กระดูกสันหลังเสื่อม
(Spondylosis)

โรคกระดูก
สันหลังเสื่อม
คืออะไร?
โรคกระดูกสันหลังเสื่อม(Spondylosis) เป็นโรคที่เกิดในผู้สูงอายุ
ที่มีอายุตั้งแต่ 45 ปีเป็นต้นไป เป็นโรคที่เกิดจากความเสื่อมสภาพตามธรรมชาติ
อันเนื่องจากอายุที่มากขึ้นและการใช้งานหลังมาเป็นเวลานาน ทำให้กระดูก
หมอนรองกระดูก เส้นเอ็น กล้ามเนื้อ มีการเสื่อมสภาพ
ถ้าโรคนี้
เป็นเรื่อง
ธรรมชาติ
ทำไมผู้สูงอายุ
ไม่เป็นทุึกคน?
ถึงแม้การเสื่อมของกระดูกสันหลังจะเป็นเรื่องธรรมชาติที่เกิดกับทุกคน
แต่คนส่วนมากกลับไม่มีอาการผิดปกติออกมามากนัก อย่างไรก็ตามผู้ป่วย
หลายรายก็มีอาการแสดงออกด้วยอาการปวดหลังเรื้อรังและรุนแรงมาก
ซึ่งมีคำอธิบายหลายๆสาเหตุในเรื่องที่ทำให้ปวดในบางคน อาทิเช่น
การใช้งานหลังอย่างหนัก การก้มๆเงยๆ การมีน้ำหนักตัวที่มากเกินไป
กล้ามเนื้อท้องและหลังที่หย่อนยานไม่แข็งแรงในผู้สูงอายุ เป็นต้น
อาการ
ของผู้ป่วยุ
ที่มีกระดูก
สันหลังเสื่อม
คืออะไร?

อาการที่ผิดปกติของผู้ป่วยที่เป็นโรคกระดูกสันหลังเสื่อมคือ
1. ปวดหลัง  ปวดคอ เรื้อรังเป็นๆหายๆ ถ้าทำงานหรือเปลี่ยนอริยาบทจะยิ่งปวดมากขึ้น
2. ปวดเสียวลงมาที่สะโพก- เสียวคอและไหล่ เวลาเปลี่ยนท่า อาการนี้จะพบเป็นครั้ง 
คราวแต่ผู้ป่วยมักจะทนไม่ไหวเพราะอาการนี้ มักจะรุนแรงจนผู้ป่วยไม่อาจขยับตัวได้
3. อาการ กระดูกสันหลังผิดรูป เช่น มีอาการหลังคด หลังโก่ง หรือหลังเลื่อน โค้งคด  
4. ถ้าผู้ป่วยมีอาการปวดร้าวลงมาถึงน่องหรือปลายเท้า แสดงให้เห็นว่ากระดูกสันหลัง
หลังที่เสื่อมสภาพอาจเป็นสาเหตุให้เกิดการ
กดทับเส้นประสาท ถ้าเป็นที่กระดูกส่วนคอ
ผู้ป่วยจะมีอาการ
ปวดร้าวจากไหล่ลงมาแขนข้อมือถึงปลายมือ หรือชามือร่วมด้วย

การรักษา
โรคกระดูก
สันหลังเสื่อม
ทำอย่างไร?
เนื่องจากปัญหากระดูกสันหลังเสื่อมสภาพตามวัยนี้
เป็นโรคที่เกิดตามธรรมชาติ และเกิดในทุกๆคนที่สูงอายุ
มากน้อยต่างกัน แนวทางในการรักษาคือ ต้องทำให้
ผู้ป่วยใช้ชีวิตอยู่กับกระดูกสันหลังที่เสื่อมนั้น
โดยไม่มีอาการปวด หรือมีอาการปวดน้อยที่สุด
ดังเช่นผู้สูงอายุทั่วๆไปที่แข็งแรงและสุขภาพดี
ทำอย่างไร
ไม่ให้ปวดหลัง
ถ้าเป็นโรค
กระดูกสัน
หลังเสื่อม?
อันดับแรกของการรักษาอาการปวดในผู้ป่วยโรคกระดูกสันหลังเสื่อม
ในกรณีที่มีอาการปวดอย่างรุนแรงจนทนไม่ไหวในช่วงวันสองวันแรก คือ  
1.การนอนพัก ลดการทำงานเเป็นเวลาประมาณสองสามวัน ส่วนใหญ่จะมีอาการดีขึ้น  
2.การรับประทานยาแก้ปวด ซึ่งในเบื้องต้นเราสามารถใช้ยาระงับปวดแก้ไข้ธรรมดา 
เช่น พาราเซตามอล ก่อนได้ในช่วงแรกๆ โดยไม่จำเป็นต้องพบแพทย์
ถ้ารักษา
เบื้องต้นด้วย
ตัวเองแล้ว
อาการไม่ดี
ขึ้นต้องทำ
อย่างไร?
ถ้าอาการไม่ดีขึ้นหรืออาการรุนแรงมากควรไปพบแพทย์
เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียดซึ่งแพทย์จะวิเคราะห์แก้ไขจุดที่ทำให้ปวด
แนะนำการปฏิบัติตัวเพื่อแก้อาการปวดที่เกิดจากกระดูกสันหลังเสื่อมสภาพ
รับยา ลดการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์(NSIAD)และยาคลายกล้ามเนื้อกลับบ้าน
นอกจากนี้ ยังต้องทำการรักษาโรคแฝงที่อาจมีอยู่อาทิเช่น 
โรคกระดูกพรุน ,โรคอ้วน,โรคเครียด,โรคขาดการออกกำลังกาย ฯลฯ 
ไปพร้อมกันด้วยเพื่อให้ผู้ป่วยหายขาดไม่กลับเป็นซ้ำอีก
อะไรคือ
สิ่งสำคัญ
ที่จะทำให้
ผู้ป่วยไม่กลับมา
ปวดซ้ำอีกครั้ง?
สิ่งที่สำคัญที่สุด ที่ทำให้ผู้ป่วยโรคกระดูกสันหลังเสื่อมไม่กลับมาปวดบ่อยๆคือ

1.การออกกายบริหารอย่างสม่ำเสมอ สามารถทำที่ไหนก็ได้ไม่จำเป็นต้อง
ไปทำไกลนอกบ้าน จะทำคนเดียวก็ได้หรือทำเป็นชมรมหรือกลุ่มก็ยิ่งดี

2. การปรับเปลี่ยนการปฏิบัติตัวในชีวิตประจำวันให้เหมาะสมกับวัย
สิ่งนี้นับว่าสำคัญมากเช่นกัน ถ้าผู้ป่วยยังก้มๆเงยๆ ยกของหนักอยู่ก็จะทำให้ยิ่งปวด

3.การรักษาโรคที่แฝงอยู่ ที่พบบ่อยคือโรคกระดูกสันหลังพรุนโปร่งบาง
ซึ่งปัจจุบันวงการแพทย์สามารถฟื้นฟูกระดูกที่พรุนแล้วให้กลับมาปกติได้
ผู้ป่วยกระดูก
สันหลังเสื่อม
มีความจำเป็น
ต้องผ่าตัด
ในกรณีใดบ้าง?
ผู้ป่วยโรคกระดูกสันหลังเสื่อมที่ต้องได้รับการผ่าตัด
มักจะเกิดจาก 
ข้อบ่งชี้ในการผ่าตัด ดังต่อไปนี้ครับ
1. มีอาการปวดร้าวตามขาอย่างรุนแรงรักษาไม่หายจากกระดูกทับเส้น
2. มีอาการปวดหลังอย่างรุนแรง รักษาด้วยการบริหาร-กินยา ไม่หาย
ผู้ป่วยดังต่อไปนี้ ไม่ได้มีข้อบ่งชี้ ในการผ่าตัด
1. มีอาการปวดหลังเรื้อรัง แต่ไม่เคยทำกายบริหารที่ถูกต้องสม่ำเสมอ
2. มีอาการปวดจากกระดูกทับเส้น แต่ยังไม่รักษากินยาหรือพบแพทย์
และยังไม่ได้ทำ้กายภาพบำบัด ฟื้นฟูสภาพกระดูกอย่างเต็มที่
3. ผู้ป่วยหลังผิดรูปคดโค้งเพียงอย่างเดียวแต่มิได้มีอาการปวดหลัง 
4. ผู้ป่วยที่ปวดน้อย ทานยาระงับปวดเป็นครั้งคราวหายก็ไม่ต้องผ่า
   
จงอย่าลืมว่า อาการปวดหลังจากสาเหตุกระดูกสันหลังเสื่อมนั้น เป็นเรื่องธรรมชาติ และมนุษย์ทุกคนเมื่อมีอายุมากขึ้นก็จะต้องพบกับภาวะนี้ ดังนั้น หลักในการรักษาคือการทำอย่างไรให้ผู้ป่วยมีกระดูกสันหลังที่ไม่เจ็บ และใช้งานได้เหมาะสมตามสมควรกับวัยไปจนตลอดชีวิต